17 August 2009

รุปข้อสนเทศ : GLOBAL

ท่าน คือ นายวิทูร สุริยวนากุล นายอนวัช สุริยวนากุล และนายเทพกุล พูลลาภ โดยมี นายวิทูร สุริยวนากุล เป็นหนึ่งในกรรมการผู้มีอำนาจลงนามใน โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง นอกจากนี้ยังมีผู้ถือหุ้นในบริษัท อีก 3 ท่าน เป็นผู้ถือหุ้นใน โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง เช่นกัน คือ นางวารุณี สุริยวนากุล นางสาวนิภาพรรณ สุริยวนากุล และนายวิรุฬห์ศักดิ์ พูลลาภ โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นในบริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้นรวมกันในโกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง เท่ากับร้อยละ 96.69 ลักษณะของรายการระหว่างกัน 2.1 บริษัทขายเหล็ก เครื่องมือช่างสำหรับใช้ในโรงงานและการก่อสร้างให้กับ โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง มูลค่าของรายการระหว่างกัน ปี 2550 : 70.22 ล้านบาท ปี 2551 : 5.76 ล้านบาท ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2552 : 0.02 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 มียอดคงค้าง คิดเป็นรายการลูกหนี้การค้าจำนวน 18.70 ล้านบาท ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : รายการนี้เป็นรายการขายสินค้า ในเงื่อนไขที่เป็นปกติธุรกิจเช่นเดียวกับที่ขาย ให้กับกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะเหมือนกับกลุ่มลูกค้าร้านค้าช่วง ที่ซื้อและ นำไปจำหน่ายต่อ แต่ทั้งนี้เนื่องจากการสั่งซื้อรวมกัน ทำให้บริษัท ได้รับสิทธิเรื่อง ส่วนลดจากเจ้าหนี้การค้า ในกรณีที่มีการสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมาก ซึ่ง โกลบอลเอ็น จิเนียริ่ง จะได้ประโยชน์จากต้นทุนเหล็กที่ต่ำกว่าเช่นเดียวกัน ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาการทำรายการดังกล่าวข้างต้นแล้ว เห็นว่า การ ทำรายการนี้เป็นการทำรายการที่สมเหตุสมผล และมีราคายุติธรรม อย่างไรก็ตาม ทาง โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง มีนโยบายจะสั่งซื้อสินค้าโดยตรงกับเจ้าหนี้การค้าเอง ซึ่งใน อนาคตจะไม่เกิดรายการระหว่างกันดังกล่าวเกิดขึ้นอีก และสำหรับรายการลูกหนี้ การค้าจำนวน 18.70 ล้านบาท ทางโกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง ได้จ่ายชำระคืนหนี้ดังกล่าว ครบถ้วนแล้ว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา 2.2 บริษัทได้ซื้อสินค้าและวัสดุอุปกรณ์จาก โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง มูลค่าของรายการระหว่างกัน ปี 2551 : 19.54 ล้านบาท ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2552 : 9.02 ล้านบาท ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : สำหรับรายการซื้อสินค้านั้นเป็นลักษณะการซื้อสินทรัพย์ถาวร โดยการว่าจ้างเพื่อ ทำเครนพร้อมติดตั้ง และชั้นวางสินค้า (บางส่วน) (ซึ่งทางโกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง มีความ ชำนาญในการผลิตเป็นอย่างดี) ของสาขาจังหวัดชลบุรี และการว่าจ้างเพื่อทำเสาป้าย ของสาขาจังหวัดนครปฐม และเพื่อทดแทนส่วนที่เสียหายในสาขาจังหวัดเชียงใหม่ ใน เงื่อนไขที่เป็นปกติธุรกิจเช่นเดียวกับที่คิดราคากับกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และ เป็นไปตามราคาตลาด ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาการทำรายการดังกล่าวข้างต้นแล้ว เห็นว่า การ ทำรายการนี้เป็นการทำรายการที่สมเหตุสมผล และมีราคายุติธรรม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 ไม่มียอดคงค้าง คิดเป็นรายการเจ้าหนี้การค้าแต่อย่างใด 2.3 บริษัทได้ให้เงินกู้ยืมระยะสั้นแก่ โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง เพื่อใช้เสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ มูลค่าของรายการระหว่างกัน ปี 2550 : 18.12 ล้านบาท ปี 2551 : ไม่เกิดรายการดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งบริษัทมีดอกเบี้ยรับจาก โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง โดยมีมูลค่า ในปี 2550 และปี 2551 เท่ากับ 2.67 ล้านบาท และ 0.20 ล้านบาท ตามลำดับ ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : บริษัทพิจารณาให้เงินกู้ยืมแก่ โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง เพื่อใช้เสริมสภาพคล่องในการ ดำเนินธุรกิจ ประกอบกับ โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง ยังไม่มีวงเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน โดย บริษัทได้คิดดอกเบี้ยในอัตรา MLR + 1% ในขณะที่บริษัทมีภาระที่ต้องจ่ายอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินในอัตรา MLR ซึ่งทางบริษัทได้รับการจ่ายชำระคืน หนี้ทั้งหมดจาก โกลบอลเอ็นจิเนียริ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 ที่ ผ่านมา และทั้งนี้ในอนาคตจะไม่เกิดรายการลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก เนื่องจากจะมีการจัด โครงสร้างทางการเงินของโกลบอลเอ็นจิเนียริ่งใหม่ โดยจะขอรับการสนับสนุนวงเงินกู้ยืม จากสถาบันการเงินเองโดยตรง ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพิงแหล่งเงินกู้ยืมจากทาง บริษัทอีกต่อไป 2.4 บริษัทได้ลงนามเป็นผู้ค้ำประกันภาระหนี้ที่มีต่อธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ให้กับ โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง มูลค่าของรายการระหว่างกัน จำนวนรวม 273.00 ล้านบาท ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : ทางบริษัทได้รับหนังสือแจ้งยกเลิกการค้ำประกันสำหรับวงเงินรวม 273.00 ล้านบาท ลงวันที่ 31 มีนาคม 2551 จากธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางคณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาการทำรายการดังกล่าวข้างต้นแล้ว เห็นว่า การทำรายการนี้เป็นการทำรายการที่สมเหตุสมผล 2.5 บริษัทได้พิจารณาขยายระยะเวลาการจ่ายชำระคืนหนี้ของ โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง จากเดิม 30 วัน ออกไปเป็น 90 วัน ทางบริษัทได้มีมติในที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ ครั้งที่ 2/2551 และคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 3/2551 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 โดยรับทราบและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผ่อนผันระยะเวลาจ่ายชำระคืนหนี้ให้กับโกลบอลเอ็น จิเนียริ่ง ด้วยเหตุที่ลักษณะงานของโกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง เป็นงานรับเหมา ซึ่งมีระยะเวลานานในการขอเบิกงวดงานแต่ละงวด ซึ่งทางฝ่ายบริหารของบริษัท ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นลูกหนี้การค้าที่ติดตามได้ จึงได้พิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลา เครดิตของลูกหนี้ออกไปเป็น 90 วัน 3. บุคคลที่อาจมีความขัดแย้งกัน : บริษัท เฮ้าส์ แอนด์ โฮม จำกัด (เฮ้าส์ แอนด์ โฮม) ลักษณะกิจการ ดำเนินธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในจังหวัดภูเก็ต ความสัมพันธ์ ในอดีตที่ผ่านมา กรรมการของบริษัท เป็นกรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นใน เฮ้าส์ แอนด์ โฮม จำนวน 1 ท่าน คือ นายวิทูร สุริยวนากุล โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 20 และ นายวิทูร สุริยวนากุล เป็นหนึ่งในกรรมการผู้มีอำนาจลงนามใน เฮ้าส์ แอนด์ โฮม (ทั้งนี้ทางคุณวิทูร สุริยวนากุล ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการและได้ขายหุ้นให้กับ ผู้ถือหุ้นเดิมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว) 3.1 บริษัทขายสินค้าประเภทสุขภัณฑ์ อลูมิเนียม สินค้าประเภทเครื่องมือเครื่องใช้ภายในบ้านให้กับเฮ้าส์ แอนด์โฮม มูลค่าของรายการระหว่างกัน ปี 2550 : 2.36 ล้านบาท ปี 2551 : 0.63 ล้านบาท ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2552 : ไม่เกิดรายการดังกล่าวแต่อย่างใด ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : รายการนี้เป็นรายการขายสินค้า ในเงื่อนไขที่เป็นปกติธุรกิจเช่นเดียวกับที่ขาย ให้กับกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะเหมือนกับกลุ่มลูกค้าร้านค้าช่วง ที่ซื้อและ นำไปจำหน่ายต่อ ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาการทำรายการดังกล่าว ข้างต้นแล้ว เห็นว่า การทำรายการนี้เป็นการทำรายการที่สมเหตุสมผล และมีราคา ยุติธรรม 3.2 บริษัทซื้อประตูไม้สน ประตูสักแดง ประตูพีวีซี บานซิงค์คู่ บานซิงค์เดี่ยว ลูกบิดบางรุ่น จากเฮ้าส์ แอนด์ โฮม มูลค่าของรายการระหว่างกัน ปี 2550 : 1.06 ล้านบาท ปี 2551 : ไม่เกิดรายการดังกล่าวแต่อย่างใด ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : สำหรับรายการซื้อสินค้านั้นจะเป็นการซื้อได้ในราคาขายส่ง ในเงื่อนไขที่เป็น ปกติธุรกิจเช่นเดียวกับที่ขายให้กับกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และเป็นไปตามราคา ตลาดซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาการทำรายการดังกล่าวข้างต้นแล้ว เห็น ว่า การทำรายการนี้เป็นการทำรายการที่สมเหตุสมผล และมีราคายุติธรรม 4. บุคคลที่อาจมีความขัดแย้งกัน : คณะบุคคลเพชรน้ำหนึ่ง โดยนางวารุณี สุริยวนากุล ความสัมพันธ์ คณะบุคคลเพชรน้ำหนึ่ง เป็นกลุ่มของนางวารุณี สุริยวนากุล ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ และผู้บริหารของบริษัท ลักษณะของรายการระหว่างกัน : บริษัทได้เช่าที่ดินเปล่า โฉนดเลขที่ 23237 เนื้อที่ 0-2-96 ไร่ ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธ มณฑล สาย 3 แขวงทวีวัฒนา ตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นสถานที่ขนถ่าย สินค้า ในระหว่างวันของบริษัท โดยมีอัตราค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท มูลค่าของรายการระหว่างกัน ปี 2550 : 0.12 ล้านบาท ปี 2551 : 0.24 ล้านบาท ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2552 : 0.06 ล้านบาท ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : รายการนี้เป็นการเช่าที่ดินเปล่า ซึ่งมีการปรับสภาพเป็นพื้นคอนกรีตก่อนการ เช่า โดยใช้เป็นสถานที่รับสินค้าจากผู้จัดจำหน่ายและขนส่งต่อเพื่อกระจายไปยังสาขา ต่างๆ ในระหว่างวัน โดยอัตราค่าเช่าดังกล่าว เป็นอัตราค่าเช่าที่ใกล้เคียงกับค่าเช่าใน บริเวณเดียวกัน ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาการทำรายการดังกล่าวข้างต้น แล้ว เห็นว่า การทำรายการนี้เป็นการทำรายการที่สมเหตุสมผล และมีราคายุติธรรม เมื่อเปรียบเทียบกับการเช่าที่ดินเปล่าในบริเวณใกล้เคียงกัน 5.บุคคลที่อาจมีความขัดแย้งกัน : นายวิทูร สุริยวนากุล นางวารุณี สุริยวนากุล นายอนวัช สุริยวนากุล นายเทพกุล พูลลาภ และนายวิรุฬห์ศักดิ์ พูลลาภ ความสัมพันธ์ นายวิทูร สุริยวนากุล นางวารุณี สุริยวนากุล นายอนวัช สุริยวนากุล นายเทพกุล พูล ลาภ และนายวิรุฬห์ศักดิ์ พูลลาภ เป็นกรรมการของบริษัท ลักษณะของรายการระหว่างกัน กรรมการบริษัทข้างต้น ค้ำประกันส่วนบุคคลให้กับวงเงินกู้สำหรับใช้ในการดำเนิน ธุรกิจ โดยมีวงเงินที่สำคัญ อาทิ วงเงินกู้ระยะยาว วงเงินกู้เบิกเกินบัญชี วงเงินกู้ระยะ สั้น วงเงิน L/C T/R ที่มีต่อสถาบันการเงินหลายแห่ง ซึ่งการค้ำประกันดังกล่าวเป็นไป ตามที่สถาบันการเงินเรียกร้อง ทั้งนี้การค้ำประกันดังกล่าว ทางบริษัทไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่อย่างใด นอกจากนี้ภายหลังจากที่บริษัทได้รับอนุญาตเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ทางคณะกรรมการบริษัทจะทยอยปลด ภาระการค้ำประกันหนี้ในนามส่วนตัวกับทางสถาบันการเงิน มูลค่าของรายการระหว่างกัน ณ 31 มีนาคม 2552 : มูลค่าวงเงินรวมสูงสุดเท่ากับ 2,560.85 ล้านบาท ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : บริษัท ได้ทำการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินหลายแห่ง เพื่อใช้ในการดำเนิน ธุรกิจของบริษัท ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาการทำรายการดังกล่าว ข้างต้นแล้วเห็นว่า การทำรายการนี้เป็นไปตามความจำเป็นในการกู้ยืมเงินจากสถาบัน การเงิน ซึ่งเป็นรายการที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท 6.บุคคลที่อาจมีความขัดแย้งกัน : นายวิทูร สุริยวนากุล ความสัมพันธ์ นายวิทูร สุริยวนากุล เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ลักษณะของรายการระหว่างกัน นายวิทูร สุริยวนากุล ได้ให้เงินกู้ยืมระยะสั้นแก่บริษัท เพื่อใช้เป็นเงินส่วนหนึ่งในการ ซื้อที่ดินแห่งหนึ่งของบริษัท มูลค่าของรายการระหว่างกัน ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2552 : 5.30 ล้านบาท ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : รายการเงินกู้ยืมระยะสั้นจากกรรมการดังกล่าว เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการ ดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเป็นการใช้ประโยชน์ในการซื้อที่ดินแห่งหนึ่งเพิ่มเติม ซึ่ง ปัจจุบันบริษัทได้จ่ายชำระคืนหนี้ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2552 7.บุคคลที่อาจมีความขัดแย้งกัน : นายวิทูร สุริยวนากุล นางวารุณี สุริยวนากุล และนายอนวัช สุริยวนากุล ความสัมพันธ์ นายวิทูร สุริยวนากุล นางวารุณี สุริยวนากุล และนายอนวัช สุริยวนากุล เป็นกรรมการและ ผู้บริหารของบริษัท ลักษณะของรายการระหว่างกัน กรรมการบริษัททั้ง 3 ท่าน นำทรัพย์สินส่วนตัว ได้แก่ โฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ในนามส่วนตัว มาค้ำประกันวงเงินกู้ยืมที่มีต่อสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยกรรมการบริษัทดังกล่าวข้างต้นไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายในการ ค้ำประกันดังกล่าวจากบริษัทแต่อย่างใด มูลค่าของรายการระหว่างกัน ณ 31 มีนาคม 2552 : มูลค่าวงเงินจำนองเท่ากับ 132.00 ล้านบาท ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : รายการค้ำประกันที่เกิดขึ้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาการทำรายการดังกล่าวข้างต้นแล้ว เห็นว่า การทำรายการนี้เป็นการทำรายการที่สมเหตุสมผล และเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการ ดำเนินธุรกิจของบริษัท 8.บุคคลที่อาจมีความขัดแย้งกัน : บริ ษั ท โกลบอลคอนกรี ต จำ กั ด (โกลบอลคอนกรีต) ลักษณะกิจการ ดำเนินธุรกิจรับผลิตและจำหน่ายอิฐบล็อก ซึ่งปัจจุบันได้หยุดการดำเนินธุรกิจแล้ว ความสัมพันธ์ นายอนวัช สุริยวนากุล เป็นกรรมการของบริษัท เป็นกรรมการ และเป็นผู้ถือหุ้นใน โก ลบอลคอนกรีต นอกจากนี้ยังมีผู้ถือหุ้นในบริษัท อีก 5 ท่าน เป็นผู้ถือหุ้นใน โกลบอล คอนกรีต เช่นกัน คือ นายวิทูร สุริยวนากุล นางวารุณี สุริยวนากุล นายเทพกุล พูลล ภาพ นายวิรุฬห์ศักดิ์ พูลลาภ และนางสาวนิภาพรรณ สุริยวนากุล โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใน บริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้นรวมกันในโกลบอลคอนกรีต เท่ากับร้อยละ 45.00 ลักษณะของรายการระหว่างกัน เป็นการนำทรัพย์สินของโกลบอลคอนกรีต ได้แก่ โฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง บนโฉนดที่ดินเลขที่ 111405-6 รวม 2 แปลง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ในนามของ โกลบอลคอนกรีต มาค้ำประกันวงเงินกู้ยืมที่มีต่อสถาบันการเงินแห่งหนึ่งเพื่อใช้ในการ ดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยทาง โกลบอลคอนกรีต ไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายในการค้ำประกัน ดังกล่าวจากบริษัทแต่อย่างใด มูลค่าของรายการระหว่างกัน ณ 31 มีนาคม 2552 : มูลค่าวงเงินจำนองเท่ากับ 6.00 ล้านบาท ความจำเป็น/ความสมเหตุสมผล : รายการค้ำประกันที่เกิดขึ้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาการทำรายการดังกล่าวข้างต้นแล้ว เห็นว่า การทำรายการนี้เป็นการทำรายการที่สมเหตุสมผล และเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการ ดำเนินธุรกิจของบริษัท ภาระผูกพัน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 บริษัท มีภาระผูกพันในเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ยังไม่ได้ใช้ จำนวนเงินรวม 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา (เทียบเท่า 44.90 ล้านบาท) และหนี้สิน ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ธนาคารในประเทศแห่งหนึ่งออกหนังสือค้ำประกันบริษัทให้กับ รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งและบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเป็นจำนวนเงินรวม 2.7 ล้านบาท ปัจจัยเสี่ยง 1. ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ 1.1 ความเสี่ยงจากการขยายการลงทุน บริษัทได้วางแผนขยายการลงทุน โดยการขยายสาขาเพิ่มเติมตามแผนการที่วางไว้ จากปัจจุบันมีจำนวน สาขาที่เปิดให้บริการรวมทั้งสิ้น 7 สาขา ครอบคลุม 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น อุดรธานี เชียงใหม่ ระยอง ชลบุรี และนครปฐม ทั้งนี้การขยายการลงทุนจะเป็นการขยายสาขาเพิ่มไปตามจังหวัดต่าง ๆ โดย ขณะนี้ทางบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายสาขาไปยังจังหวัดในเขตภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สำหรับสาขาเชียงใหม่นั้นได้เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา ทำให้มีการหยุดจำหน่าย สินค้าในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามขณะนี้ ทางบริษัทได้ปรับปรุงสาขาแล้วเสร็จเพื่อเปิดให้บริการอีกครั้งเป็นที่ เรียบร้อยแล้ว โดยได้เปิดจำหน่ายสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2552 ที่ผ่านมา) ซึ่งในการขยายสาขาในแต่ละแห่ง ทางบริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในส่วนของที่ดิน สถานที่ การก่อสร้างอาคารเพื่อจำหน่ายสินค้า รวมถึง ค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านการตลาด และวงเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ ทั้งนี้บริษัทได้ประมาณการงบลงทุนไว้ประมาณ 300 ล้านบาท ต่อสาขา ซึ่งจากจำนวนเงินลงทุนที่สูงดังกล่าว จึง เป็นความเสี่ยงหากเกิดกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากปัจจัยที่ไม่ สามารถควบคุมได้ (Uncontrollable factor) อาทิ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ภาวะเศรษฐกิจโลก การ เปลี่ยนแปลงทางการเมือง พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น อาจก่อให้เกิดผล เสียหายและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในภาพรวมได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนการตัดสินใจเพื่อเปิดดำเนินการสาขา ต่าง ๆ เพิ่มเติม นั้น บริษัทจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินการอย่างละเอียด โดยในเบื้องต้นจะพิจารณา ขยายสาขาไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจที่เหมาะสมและสอดคล้องกับธุรกิจของบริษัท การสำรวจถึง พฤติกรรมและความต้องการสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างและตกแต่งของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่จังหวัดนั้น ๆ ก่อน และจะนำมาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของการลงทุน โดยจะพิจารณาควบคู่กับการศึกษาถึงลักษณะทำเลที่ตั้ง ราคา ที่ดิน ศักยภาพการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก ภาวะอุตสาหกรรมและการแข่งขัน การสำรวจคู่แข่งขัน ตลอดจนทำ ประมาณการทางการเงินด้านการลงทุน การวิเคราะห์ยอดขาย อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน รวมถึงการวิเคราะห์ ความเสี่ยงของโครงการ และแผนรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น (Contingency plan) อย่างรอบคอบก่อนการ ตัดสินใจลงทุน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถวางแผนรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้บริษัทยังมี ความได้เปรียบในเรื่องของความเชี่ยวชาญในธุรกิจ จากประสบการณ์ดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลากว่า 10 ปี การมีต้นทุน การก่อสร้างเพื่อขยายสาขา ทั้งในส่วนของการจัดหาที่ดินและต้นทุนการก่อสร้างในระดับต้นทุนที่มีความได้เปรียบ ในการแข่งขัน ซึ่งจากปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขยายการลงทุนให้กับบริษัทได้ 1.2 ความเสี่ยงเกี่ยวกับลูกหนี้ เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจในลักษณะของการจัดจำหน่ายสินค้า ดังนั้นบริษัทอาจมีความเสี่ยงจากการ ไม่ได้รับชำระค่าสินค้าและบริการจากลูกค้าตามกำหนดระยะเวลา อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน บริษัทมีรายได้จากการ จำหน่ายสินค้าเป็นเงินสดโดยเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปี 2550 คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 84 ของ รายได้จากการจำหน่ายทั้งหมด สำหรับ ปี 2551 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเป็นเงินสดเพิ่มสูงขึ้น จากเดิม โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 97.91 หรือคิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 3,884.29 ล้านบาท จากรายได้สุทธิ จากการจำหน่ายเท่ากับ 3,967.41 ล้านบาท และสำหรับช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2552 นั้น บริษัทมีรายได้จากการ จำหน่ายเป็นเงินสดประมาณ 993 ล้านบาท หรือเป็นคิดสัดส่วนร้อยละ 97.90 ของรายได้จากการจำหน่ายทั้งหมด ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ทางบริษัทให้ความสำคัญและเข้มงวดกับการพิจารณาด้านนโยบายการจำหน่ายโดย ให้เทอมเครดิตเพิ่มขึ้นจากเดิม สำหรับนโยบายการให้สินเชื่อนั้น ในปีนี้ นโยบายการให้เครดิตแก่ลูกค้าจะพิจารณา เฉพาะการรับตั๋วอาวัล การใช้หนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงิน รวมถึงการพิจารณาให้เทอมเครดิตเฉพาะลูกค้า รายใหญ่และมีประวัติการจ่ายชำระเงินที่ดีเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อลดมูลค่าลูกหนี้การค้าให้น้อยลงจากเดิม ซึ่งนโยบาย ดังกล่าว จะช่วยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับลูกหนี้ให้กับบริษัทได้ สำหรับลูกค้าที่ทางบริษัทจะพิจารณาให้เทอมเครดิต นั้น จะเป็นลูกค้าในกลุ่ม ลูกค้าองค์กร ร้านค้าช่วง ผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยบริษัทมีนโยบายการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้ สงสัยจะสูญโดยการประมาณการที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเก็บเงินจากลูกหนี้ไม่ได้ โดยพิจารณาจากประสบการณ์ใน การเก็บเงินในอดีตและตามสถานะปัจจุบันของลูกหนี้คงค้าง ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทได้ตั้งค่าเผื่อสำรองหนี้สงสัยจะสูญ ณ 31 ธันวาคม ปี 2549 ปี 2550 และ ปี 2551 คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 0.52 ล้านบาท 2.00 ล้านบาท และ 2.22 ล้านบาท และ ณ 31 มีนาคม 2552 เท่ากับ 2.22 ล้านบาท อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ ควบคุมเรื่องการพิจารณาให้เทอมเครดิต และการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างเข้มงวด ทำให้ตลอด ระยะเวลาการเปิดดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา บริษัทมีหนี้สูญคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.02 ของรายได้เท่านั้น 1.3 ความเสี่ ย งเกี่ ย วกั บ ความสามารถในการจ่ายชำระคืนหนี้ของลูกหนี้การค้าซึ่งเป็นบริษัทที่ เกี่ยวข้องกัน(บริษัทสยามโกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 บริษัทมีรายการลูกหนี้การค้าบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน คือ บริษัท สยามโกลบอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง) โดยมีมูลค่าลูกหนี้การค้า เท่ากับ 18.70 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 69.78 ของมูลค่าลูกหนี้การค้าสุทธิ (โดยสามารถดูรายละเอียดได้จากหัวข้อ รายการระหว่างกัน ในส่วนของ บริษัท สยามโกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) ซึ่งจากสัดส่วนยอดค้างชำระที่สูงดังกล่าว หากโกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง ไม่สามารถจ่ายชำระคืนหนี้ดังกล่าวให้กับบริษัทได้ อาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งที่ผ่านมา ทางลูกหนี้การค้ารายดังกล่าวมียอดค้างชำระหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงระยะเวลาสูงสุดคือ มากกว่า 12 เดือน (หรือมี ยอดค้างชำระในช่วงดังกล่าวเท่ากับ 13.24 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 49.40 ของมูลค่าลูกหนี้การค้าสุทธิ) และ บริษัทไม่ได้มีการตั้งเป็นค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญแต่อย่างใด เนื่องจากทางผู้บริหารบริษัท พิจารณาแล้วเห็นว่า ทาง โกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง มีแหล่งเงินที่จะนำมาจ่ายชำระคืนหนี้จำนวนดังกล่าวข้างต้นได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2552 ทางโกลบอลเอ็นจิเนียริ่ง ได้ดำเนินการจ่ายชำระคืนหนี้ ลูกหนี้การค้าจำนวน 18.70 ล้านบาท ให้กับทางบริษัทครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 1.4 ความเสี่ยงจากการลงทุนในสินค้าคงคลัง เนื่องจากปัจจุบัน บริษัทมีจำนวนสินค้าที่จัดจำหน่ายและให้บริการคิดเป็นจำนวนรายการมากกว่า 50,000 รายการ โดยบริษัทมีมูลค่าสินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 2550 และ 2551 เท่ากับ 984.65 ล้านบาท 1,419.21 ล้านบาท และ 1,339.37 ล้านบาท ตามลำดับ และวันที่ 31 มีนาคม 2552 เท่ากับ 1,373.75 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 47.81 ร้อยละ 39.65 ร้อยละ 37.29 และร้อยละ 34.62 ของมูลค่าสินทรัพย์รวม ทั้งหมด ซึ่งจากจำนวนรายการและมูลค่าของสินค้าคงคลังที่สูงดังกล่าว ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงจากความล้าสมัย หรือสินค้าตกรุ่นส่งผลให้เกิดการจำหน่ายสินค้าได้น้อย หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องสินค้าสูญหาย ส่งผลให้เกิดต้นทุนด้าน การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง หรือเงินทุนจมในสินค้า รวมถึงความเสียหายในด้านต่าง ๆ อันอาจส่งผลต่อปัญหา ด้านสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้วางแผนรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวโดยการจัด รายการส่งเสริมการขายผ่านการจัดโปรโมชั่น ลดราคา เพื่อเป็นช่องทางในการระบายสินค้าทางหนึ่ง นอกจากนี้ สำหรับสินค้าบางประเภท บริษัทสามารถส่งคืนให้กับผู้จัดจำหน่าย (Supplier) ได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการ บริหารสินค้าคงคลังและปัญหาเงินทุนจมได้ทางหนึ่ง สำหรับปัญหาด้านการสูญหายของสินค้านั้น บริษัทได้วางแผน เกี่ยวกับระบบการควบคุมภายในให้กับแผนกสินค้าประเภทต่าง ๆ อาทิ ผ่านการให้เงินสร้างแรงจูงใจ (Incentive) หากพนักงานสามารถควบคุมสินค้าคงคลังไม่ให้เกิดการสูญหายได้ในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่าน มา บริษัทไม่มีปัญหาเรื่องการสูญหายที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทแต่อย่างใด ประกอบกับบริษัทได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนในสินค้าคงคลังของ บริษัท 1.5 ความเสี่ยงจากการแข่งขันในอุตสาหกรรม ภาพรวมตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ในปัจจุบันมีแนวโน้มการ แข่งขันเพิ่มสูงขึ้น จากการที่ผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกวัสดุ อุปกรณ์ก่อสร้างและตกแต่งบ้าน มีจำนวนเพิ่มมาก ขึ้น ประกอบกับมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่ปี 2548 ปี 2549 ปี 2550 (ยังมีต่อ)