SET Announcements
17 August 2009
รุปข้อสนเทศ : GLOBAL
และ ปี 2551 เท่ากับ ร้อยละ 18.7 ร้อยละ 13.7 ร้อยละ 4.1 และร้อยละ 7.3 ตามลำดับ (แม้ว่าจะเป็นอัตราการ
ขยายตัวที่ชะลอลงนับจากปี 2548 ก็ตาม) โดยจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 2151)
คาดการณ์ว่า ในปี 2552 ตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยน่าจะมีมูลค่าประมาณ
300,000 - 307,500 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.8 ถึงหดตัวร้อยละ 1.5 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ว่า ปัจจัยที่น่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมน่าจะมาจากมาตรการลดหย่อนภาษีและ
ค่าธรรมเนียมธุรกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ที่น่าจะทำให้ผู้ซื้อบ้านนำเงินส่วนที่ประหยัดลงจากการลดค่าใช้จ่าย
เหล่านั้นมาใช้ในการซื้อสินค้าตกแต่งบ้านเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า สภาวะเศรษฐกิจขณะนี้จะยังอยู่ในช่วงของการเริ่มฟื้นตัวจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ
ในช่วงที่ผ่านมา จากปัจจัยด้านปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาทางด้านการเมือง การปกครอง ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
ซึ่งขณะนี้อาจจะยังไม่มีปัจจัยบวกที่จะมาช่วยสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง
อุปกรณ์ตกแต่งและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยมากนัก แต่ทั้งนี้หากพิจารณาจากมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่
อดีตที่ผ่านมา อาจเป็นข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนว่า ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ภาวะอุตสาหกรรม
ตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ตกแต่งและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ยังสามารถสร้างอัตราการเติบโตได้ ประกอบกับ
สินค้าวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งนั้น จัดเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยสี่คือ ที่อยู่อาศัย ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ทั้งนี้จากปัจจัยที่กล่าวมาอาจช่วยสนับสนุนให้เกิดกลุ่มผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีก วัสดุ อุปกรณ์
ก่อสร้าง และตกแต่งบ้าน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในปัจจุบัน กลุ่มผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกรายใหญ่
อาทิ โฮมโปร (Home Pro) โฮมเวิร์ค ซีเมนต์ไทย โฮมมาร์ท (Home Mart) ได้มีการขยายสาขา และแต่งตั้ง
ตัวแทนจำหน่ายไปยังบริเวณพื้นที่ใกล้แหล่งชุมชน ย่านธุรกิจและศูนย์การค้าในเขตกรุงเทพมหานครและภูมิภาค
ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัทจึงอาจได้รับผลกระทบทางด้านส่วนแบ่งการตลาด (Market share)
จากยอดขายที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ และอาจส่งผลกระทบในส่วนของอัตราการทำกำไรของ
บริษัทจากการแข่งขันด้านราคา
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้วางแผนเพื่อรับมือกับการแข่งขันดังกล่าว โดยเน้นกลยุทธ์การสร้างความ
แตกต่างด้านการจำหน่ายและการให้บริการ อาทิ การจัดจำหน่ายสินค้าประเภทวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างที่
หลากหลาย มีจำนวนรายการสินค้าให้เลือกมากกว่า 50,000 รายการ ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสามารถหาซื้อ
สินค้าได้ครบ ทุกประเภท ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นสำหรับใช้ในการก่อสร้าง ต่อเติม หรือเพื่อการตกแต่ง
นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทโครงสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น เหล็กรูปพรรณ กระเบื้องมุงหลังคาและวัสดุ
ก่อสร้าง ที่พร้อมจำหน่าย ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่มีจำหน่ายในกลุ่มผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกรายใหญ่อื่น ๆ
ประกอบกับบริษัทให้ความสำคัญกับการพิจารณาสรรหาแหล่งโรงงานผู้ผลิตสินค้าที่สามารถผลิตสินค้าที่มี
คุณภาพสูงตามมาตรฐานในราคาต้นทุนผลิตที่สามารถสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันให้กับบริษัท เหล่านี้จึง
เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมให้กับบริษัทได้
1.6 ความเสี่ยงจากกรณีการเกิดเหตุเพลิงไหม้ตัวอาคารจำหน่ายสินค้า
ภายในอาคารจำหน่ายสินค้าของบริษัท มีจำนวนสินค้าที่จัดวางเพื่อสร้างความพร้อมในการให้บริการซึ่ง
เป็นสินค้าประเภท วัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ใช้ในงานก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง บ้านและสวน
อยู่ภายในจำนวนมาก ประกอบกับรูปแบบของการจัดวางสินค้าในรูปแบบแวร์เฮ้าส์สโตร์ ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อ
การสูญเสียหากเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นภายในตัวอาคารจำหน่ายสินค้าของบริษัทได้ ซึ่งการเกิดเหตุเพลิงไหม้อาจ
ส่งผลกระทบต่อความสูญเสียของชีวิต ในส่วนของสินค้าที่วางจำหน่าย และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตัวอาคาร
ซึ่งบริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยที่ผ่านมาทางบริษัทได้จัดให้มีการทำประกันภัย เพื่อ
คุ้มครองความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวอาคารจำหน่ายสินค้า รวมทั้งการทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความ
เสียหายที่อาจเกิดกับสินค้า ตลอดจนจัดให้มีการทบทวนมูลค่าจำนวนเงินที่เอาประกันโดยจะพิจารณาวงเงินความ
คุ้มครองให้ครอบคลุมกับมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้สำหรับสต็อกสินค้าจะมีการทบทวนมูลค่าวงเงิน
ประกันภัยทุกเดือน นอกจากนี้ ทางบริษัทได้จัดให้มีการเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงสำหรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ได้แก่
ถังดับเพลิง สายยางฉีดน้ำ ซึ่งได้ติดตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยรอบตัวอาคาร ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและความ
สูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้
1.7 ความเสี่ยงจากกรณีเหตุเพลิงไหม้สาขาเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นที่ "โกลบอล เฮ้าส์" สาขาจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่ง
ทางบริษัทได้สรุปความเสียหายทางบัญชีจากเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นมูลค่า 434.14 ล้านบาท (ในจำนวนนี้ได้รวม
การบันทึกความเสียหายที่เกิดจากการประเมินราคาสินทรัพย์ใหม่ในส่วนของอาคารและสิ่งปลูกสร้าง เมื่อช่วง
ปลายปี 2550 เป็นจำนวนประมาณ 98.43 ล้านบาท) ซึ่งบริษัทมีกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองสินทรัพย์ดังกล่าว ใน
วงเงินรวม 426.50 ล้านบาท และทางบริษัทได้รับการแจ้งบรรเทาความเสียหายบางส่วนจากบริษัทประกันภัยจำนวน
150.00 ล้านบาท โดยก่อนการสรุปมูลค่าชดเชยความเสียหายส่วนที่เหลือจากบริษัทประกันภัย ทางบริษัทได้ลง
บันทึกบัญชีความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งในรายการค่าใช้จ่ายในการบริหาร สำหรับงบการเงินงวดสิ้นสุดปี
2551 เท่ากับ 284.10 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา บริษัทได้รับการจ่ายชดเชยค่าสินไหมแทนแทน
ความเสียหายส่วนที่เหลือจากบริษัทประกันภัยเพิ่มเติมจำนวน 193.65 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คิดเป็นจำนวน
เงินรวมในการจ่ายชดเชยความเสียหายจากบริษัทประกันภัยทั้งสิ้น 343.65 ล้านบาท
2. ความเสี่ยงทางด้านการเงิน
2.1 ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
เนื่องจากบริษัทมีการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
โดยมีสัดส่วนการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศในปี 2549 ปี 2550 และปี 2551 และช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2552 โดยมี
มูลค่าการสั่งซื้อจากต่างประเทศเท่ากับ 168.28 ล้านบาท 75.15 ล้านบาท 182.70 ล้านบาท และ 60.12 ล้านบาท
ตามลำดับ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.37 ร้อยละ 2.36 ร้อยละ 5.11 และร้อยละ 6.64 ของมูลค่าการสั่งซื้อสินค้า
ทั้งหมด ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการบริหารความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตรา
แลกเปลี่ยนดังกล่าว โดยมีนโยบายติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนจากแหล่งข่าวสารต่าง ๆ อย่าง
ใกล้ชิด และได้จัดทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) ไว้กับทางสถาบันการเงิน
โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 บริษัทมีวงเงินสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเท่ากับ 220.00 ล้าน
บาท และยังไม่มียอดใช้วงเงินดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้วงเงินสัญญาแลกเปลี่ยนดังกล่าวจะเป็นช่องทางหนึ่งในการ
ลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต อย่างไรก็ตามสำหรับช่วงเวลาที่
ผ่านมา บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด แม้ว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม
2551 ที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกาจะเริ่มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เป็นเพราะ
บริษัทมีการป้องกันความเสี่ยงจากการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าดังกล่าว
2.2 ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย
เนื่องจากปัจจุบัน บริษัทมีการใช้บริการวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินทั้งในส่วนของวงเงินกู้ระยะยาว
วงเงินกู้ระยะสั้น และเงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 มีวงเงินสินเชื่อดังกล่าวรวม
2,560.85 ล้านบาท และมียอดภาระหนี้คงค้างเท่ากับ 1,559.53 ล้านบาท โดยบริษัทมีมูลค่าดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดขึ้น
ในปี 2549 ปี 2550 ปี 2551 และช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2552 เท่ากับ 31.58 ล้านบาท 42.46 ล้านบาท 71.40 ล้าน
บาท และ 17.87 ล้านบาท ตามลำดับ ดังนั้นบริษัทจึงอาจมีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง
ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยสำหรับวงเงินกู้ทุกประเภทที่บริษัทได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินเป็นอัตราดอกเบี้ย
ลอยตัวทั้งหมด อย่างไรก็ตามบริษัท มีการบริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ โดยการติดตาม
แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยทั้งในตลาดโลกและในประเทศไทย ทั้งในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต นอกจากนี้ยัง
มีบางส่วนได้รับการสนับสนุนในอัตราดอกเบี้ยตามตลาด (Money Market Rate : MMR) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ
กว่าอัตราดอกเบี้ยประเภทอื่น อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา บริษัทไม่เคยประสบปัญหา
เรื่องการจ่ายชำระคืนหนี้ล่าช้าแต่อย่างใด และสำหรับในส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวที่บริษัทขอรับการสนับสนุนทาง
การเงินจากสถาบันการเงินนั้น โดยส่วนใหญ่เป็นการขอรับการสนับสนุนเพื่อใช้ในการขยายสาขาใหม่ในจังหวัดต่าง ๆ
ซึ่งยอดภาระหนี้คงค้างจะทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง และในบางสาขาจะจ่ายคืนชำระหนี้หมด ในช่วงเวลาที่สอดคล้อง
กับการขยายสาขาใหม่ ซึ่งจะไม่มีปัญหาเรื่องภาระหนี้สินระยะยาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่า
บริษัทค่อนข้างมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ
3. ความเสี่ยงเกี่ยวกับสินค้าและการจัดหาสินค้า
3.1 ความเสี่ยงในการจัดหาผลิตภัณฑ์
บริษัทประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ใช้ในงาน
ก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง บ้านและสวน ทำให้มีการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตเพื่อนำมาวางจำหน่ายในร้านเป็นจำนวน
มาก โดยในปี 2549 ปี 2550 ปี 2551 และช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2552 โดยมีมูลค่าการสั่งซื้อสินค้าเพื่อนำมา
จำหน่ายเท่ากับ 2,641.00 ล้านบาท 3,189.81 ล้านบาท 3,575.85 ล้านบาท และ 905.90 ล้านบาท ตามลำดับ
ซึ่งทางบริษัทมีมูลค่าการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของการดำเนินธุรกิจ ประกอบกับการ
ดำเนินธุรกิจหลัก (Core Business) ของบริษัท คือ การจำหน่ายสินค้าให้กับกลุ่มลูกค้า ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่จะ
นำมาจำหน่ายจึงถือเป็นหัวใจที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว ทางบริษัทจึงอาจมีความเสี่ยงใน
กรณีที่ผู้ผลิตยกเลิกการจัดส่งสินค้าให้บริษัทได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการจัดซื้อผลิตภัณฑ์โดยตรงจากผู้ผลิต
จำนวนหลายราย จนอาจกล่าวได้ว่าบริษัทเป็นช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าที่สำคัญของผู้ผลิตอีกทางหนึ่ง
ดังนั้นการติดต่อซื้อขายสินค้าจึงเป็นลักษณะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้บริษัทยังมีนโยบายในการสร้าง
ความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับผู้ผลิต ในลักษณะสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกันที่ต่อเนื่อง ทำให้บริษัทสามารถลด
ความเสี่ยงในการจัดหาผลิตภัณฑ์ลงได้
3.2 ความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนผลิตภัณฑ์
เนื่องจากต้นทุนผลิตภัณฑ์มีความผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ บริษัทจึงอาจมีความเสี่ยงในกรณีที่ราคา
ต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้บริษัทไม่สามารถขายสินค้าในระดับราคาเดิม อย่างไรก็ตาม
บริษัทมีนโยบายการกำหนดราคาที่ผันแปรตามต้นทุน และมีระยะเวลาการเก็บสินค้าคงคลัง อยู่ในระดับที่ใกล้เคียง
กับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน ทำให้สินค้าคงคลังของบริษัทและผู้ประกอบการเหล่านั้น หมดใน
เวลาไล่เลี่ยกัน นอกจากนี้ การที่บริษัทซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิตจะทำให้ได้ราคาที่ถูกกว่าการซื้อผ่านตัวแทน
จำหน่าย ส่งผลให้บริษัทสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ในระดับที่เหมาะสม ในขณะที่บริษัทยังมีความสามารถใน
การทำกำไรได้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดกรณีที่ต้นทุนของสินค้าปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น บริษัท
สามารถปรับราคาจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นจากเดิมได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ในการปรับราคาจำหน่ายสินค้านั้น บริษัทจะ
พิจารณาจะต้นทุนที่ซื้อเข้ามาเป็นสำคัญ โดยราคาจำหน่ายจะพิจารณาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ซื้อ เพื่อเป็นการ
สร้างความยุติธรรมในการกำหนดราคาต่อผู้ซื้อ
3.3 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของผู้บริโภคและความล้าสมัยของผลิตภัณฑ์
เนื่องจากบริษัทประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ใช้
ในงานก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง บ้านและสวน ซึ่งสินค้าบางประเภทเช่นสุขภัณฑ์และเครื่องใช้ในบ้านจะเป็นที่นิยม
ในระยะหนึ่งเท่านั้น ทำให้บริษัทอาจมีความเสี่ยงคือ ไม่สามารถขายสินค้าที่ล้าสมัยได้ นอกจากนี้สินค้าประเภท
กระเบื้องเซรามิคจัดเป็นสินค้าที่ต้องมีการเก็บสต๊อกเป็นจำนวนมากเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และ
มีการผลิตลวดลายใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สินค้าที่เป็นรายได้หลักของบริษัทเป็นผลิตภัณฑ์
พื้นฐาน เช่น สินค้าโครงสร้างในกลุ่มปูนซีเมนต์ เหล็ก และไม้ ซึ่งเป็นสินค้าที่สามารถจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนสินค้าประเภทกระเบื้องเซรามิค สุขภัณฑ์ และเครื่องใช้ในบ้านอื่น ๆ บริษัทสามารถโอนสินค้าไปขายที่สาขาอื่น
หรือสาขาเปิดใหม่ได้ ทั้งยังมีการจัดรายการส่งเสริมการขายเพื่อล้างสินค้าล้าสมัยออกจากสต๊อก นอกจากนี้บริษัท
ยังมีอำนาจในการต่อรองกับผู้ผลิตหลายราย ทำให้สามารถเปลี่ยนสินค้าที่ตกรุ่นเป็นสินค้ารุ่นใหม่ได้ในหลาย
รายการ ซึ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของผู้บริโภค และความล้าสมัยของผลิตภัณฑ์
ให้กับบริษัทได้ในระดับหนึ่ง
4. ความเสี่ยงด้านการบริหาร การจัดการ
ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2552 บริษัท มีนายวิทูร สุริยวนากุล ในฐานะกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่
บริหาร ถือหุ้นในบริษัท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.91 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท และมี
กลุ่มครอบครัวสุริยวนากุล ร่วมถือหุ้นในบริษัท คิดเป็นสัดส่วนทั้งหมดร้อยละ 72.81 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่าย
ได้แล้วทั้งหมดของบริษัท ซึ่งสัดส่วนการถือหุ้นที่มากกว่าร้อยละ 50 นี้ทำให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ดังกล่าวมีอำนาจ
ในการควบคุมบริษัท และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทำธุรกรรมของบริษัทสำหรับกรณีที่ต้องใช้เกณฑ์เสียงข้าง
มากในการลงคะแนน นอกจากนี้ การถือหุ้นในลักษณะกระจุกตัวโดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่นี้ยังทำให้บริษัทไม่
สามารถตัดสินใจดำเนินการโดยปราศจากการยินยอมของกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แม้ว่าผู้ถือหุ้นกลุ่มอื่นจะเห็น
โอกาสที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทก็ตาม
กรณีพิพาท ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 บริษัทมีข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับคดีผิดนัดชำระหนี้
ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการฟ้องร้องกับลูกค้ารายย่อย จำนวนรวม 2 คดี (ซึ่งเป็นราย
เดิมที่มีข้อพิพาทต่อเนื่องมาจากช่วงปี 2551) คิดเป็นมูลค่าจำนวนเงินที่ฟ้องร้อง
เท่ากับ 1,963,902.27 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.19 ของรายได้จากการขายในช่วง
3 เดือนแรกของปี 2552
จำนวนพนักงาน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 จำนวน 1,110 คน
ประวัติความเป็นมาโดยสรุป
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2538 นายวิทูร สุริยวนากุล ได้ก่อตั้งบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด เพื่อดำเนิน
ธุรกิจจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ใช้ในงานก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง บ้านและสวน
ต่อมาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ได้ก่อตั้งบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (ขอนแก่น) จำกัด เพื่อดำเนิน
ธุรกิจในลักษณะเดียวกับ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2550 บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด และบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์
(ขอนแก่น) จำกัด ได้ควบรวมกิจการกันเป็น บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก
เท่ากับ 700,000,000 บาท (เจ็ดร้อยล้านบาทถ้วน) เพื่อประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง
เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ใช้ในงานก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง บ้านและสวน ภายในอาคารหลังเดียวขนาดใหญ่ โดยใช้ชื่อ
ทางการค้าว่า "โกลบอล เฮ้าส์" (Global House) ซึ่งต่อมาได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และเปลี่ยนชื่อ
เป็น บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (Siam Global House Public Company Limited)
เงินลงทุนในบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 บริษัทไม่มีเงินลงทุนในบริษัทย่อย บริษัทร่วม/
บริษัทร่วม/บริษัทที่เกี่ยวข้อง บริษัทที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด
การเพิ่ม (ลด) ทุนในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา
หน่วย: ล้านบาท
วัน/เดือน/ปี ทุนที่ (ลด) เพิ่ม หลังเพิ่ม (ลด) ทุน หมายเหตุ/วัตถุประสงค์การใช้เงิน
4 มีนาคม 2551 260.00 960.00 สำหรับเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป
260.00 ล้านหุ้นระหว่างวันที่ 10 11 และ
13 สิงหาคม 2552 (IPO Period) เพื่อนำ
เงินไปใช้ในการขยายสาขาและเป็น
เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ
หมายเหตุ สำหรับสาเหตุที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของทุนจดทะเบียนในช่วงก่อนปี 2551 นั้น เนื่องจาก บริษัท สยามโกลบอล
เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เกิดจากการควบรวมระหว่างบริษัท สยามโกลบอลเอ้าส์ จำกัด และบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์
(ขอนแก่น) จำกัด โดยทุนจดทะเบียนที่แสดงตามงบการเงินในช่วง 3 ปี ย้อนหลังนั้น เกิดจากการจัดทำงบเสมือนควบรวมกิจการ
ตั้งแต่ปี 2549
รอบระยะเวลาบัญชี 1 มกราคม - 31 ธันวาคม
ผู้สอบบัญชี นายเมธี รัตนศรีเมธา บริษัท เอ็ม อาร์ แอนด์ แอสโซซิเอท จำกัด
นายทะเบียนหุ้น บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด
นโยบายการจ่ายเงินปันผล บริษัท มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในแต่ละปีในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
ของกำไรสุทธิที่เหลือหลังจากหักเงินสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามที่ได้
กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัทและตามกฎหมาย หากไม่มีเหตุจำเป็นอื่นใด
และการจ่ายเงินปันผลนั้นไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานปกติของบริษัท
อย่างมีนัยสำคัญ
บัตรส่งเสริมการลงทุน - ไม่มี -
จำนวนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2552 ปรากฏดังนี้
จำนวนราย จำนวนหุ้น ร้อยละของทุนชำระแล้ว
1. ผู้ถือหุ้นสามัญที่เป็น Strategic shareholders
1.1 กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง 9 699,200,000 72.83
และบุคคลที่มีความสัมพันธ์
1.2 ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น > 5 % โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย - - -
1.3 ผู้มีอำนาจควบคุม - - -
2. ผู้ถือหุ้นสามัญรายย่อยที่ถือไม่ต่ำกว่า 1 หน่วยการซื้อขาย 2,588 260,800,000 27.17
3. ผู้ถือหุ้นสามัญที่ถือต่ำกว่า 1 หน่วยการซื้อขาย - - -
รวมผู้ถือหุ้นสามัญทั้งสิ้น 2,597 960,000,000 100.00
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2552
สัดส่วนหลัง IPO สัดส่วนก่อน IPO
รายชื่อ จำนวนหุ้น ร้อยละของหุ้น จำนวนหุ้น ร้อยละของหุ้น
(หุ้น) ที่เรียกชำระ (หุ้น) ที่เรียกชำระ
แล้วทั้งหมด แล้วทั้งหมด
1. กลุ่มครอบครัวสุริยวนากุล ประกอบด้วย
1.1 นายวิทูร สุริยวนากุล 287,156,510 29.91 287,156,510 41.02
1.2 นายอนวัช สุริยวนากุล 229,590,000 23.92 229,590,000 32.80
1.3 นางวารุณี สุริยวนากุล 91,313,980 9.51 91,313,980 13.04
1.4 นายเทพกุล พูลลาภ 89,838,500 9.36 89,838,500 12.83
1.5 ผู้ทีเกี่ยวข้องอื่นๆ 1,101,010 0.11 1,101,010 0.16
2. นายไพฑูรย์ เตชดนัย 5,000,000 0.52 0.00 0.00
3. นายกมล เอี้ยวศิวิกูล 4,000,000 0.42 0.00 0.00
4. นายวสันต์ ฟองสมุทรรัตน์ 3,428,000 0.36 0.00 0.00
5. นายกวี ตั้งอิสรภาพ 2,600,000 0.27 0.00 0.00
6. นายพรชัย ทองดีศักดิ์กุล 2,500,000 0.26 0.00 0.00
7. นายวิเศษศักดิ์ ระเบียบพนา 2,050,000 0.21 0.00 0.00
8. นางปวีณา โฆษิตจิรนันท์ 1,800,000 0.19 0.00 0.00
9. กองทุนเปิดวรรณเฟล็กซิเบิลคืนกำไร 1,748,000 0.18 - -
10. นางจินดา เสรีวัฒนวุฒิ 1,652,400 0.17 - -
รวม 723,778,400 75.39 699,000,000 99.86
ผู้ถือหุ้นต่างด้าว ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2552
บริษัทมีผู้ถือหุ้นต่างด้าว 19 ราย ถือหุ้นรวมกัน 1,823,800 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 0.19 ของ
ทุนจดชำระแล้ว
หมายเหตุ บริษัทมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นต่างด้าวตามข้อบังคับของบริษัทข้อ 13 ว่า "หุ้นของบริษัทย่อมโอนกันได้อย่างเสรี
โดยไม่มีข้อจำกัดเว้นแต่ การโอนหุ้นเช่นนั้นเป็นผลทำให้มีคนต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทเกินกว่าร้อยละ 49 ของจำนวนหุ้นที่ได้ออกจำหน่ายแล้ว
ทั้งหมดของบริษัท
คณะกรรมการ คณะกรรมการบริษัทฯ ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 10 ท่าน มีรายชื่อดังต่อไปนี้
ชื่อ ตำแหน่ง วันที่ดำรงตำแหน่ง
1. นายอภิสิทธิ์ รุจิเกียรติกำจร ประธานกรรมการ / กรรมการอิสระ 26 กุมภาพันธ์ 2551
2. นายวิทูร สุริยวนากุล กรรมการ / ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 20 ธันวาคม 2538
3. นายอนวัช สุริยวนากุล กรรมการ 20 ธันวาคม 2538
4. นางวารุณี สุริยวนากุล กรรมการ 20 ธันวาคม 2538
5. นายเทพกุล พูลลาภ กรรมการ 20 ธันวาคม 2538
6. นายยุทธนา สุริยวนากุล กรรมการ 16 มีนาคม 2546
7. นางสาวชุติกาญจน์ ศรีแสงจันทร์ กรรมการ 2 มกราคม 2547
8. รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ประธานกรรมการตรวจสอบ / กรรมการอิสระ 26 กุมภาพันธ์ 2551
9. รศ.พรสิริ ทิวาวรรณวงศ์ กรรมการตรวจสอบ / กรรมการอิสระ 26 กุมภาพันธ์ 2551
10. นายสุรศักดิ์ จันโทริ กรรมการตรวจสอบ / กรรมการอิสระ 26 กุมภาพันธ์ 2551
คณะกรรมการตรวจสอบ ที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2551 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 ได้มีมติ
แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 3 ท่าน มีรายชื่อ
ดังต่อไปนี้
1. รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์** ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ
2. รศ. พรสิริ ทิวาวรรณวงศ์** กรรมการตรวจสอบ
(ยังมีต่อ)